Facebook Twitter Google plus Line
วิจารณ์หนัง The Art of Us (2017)
Post by : monnyboy   Date : 14 พ.ย. 60 12:11   Views : 52
Facebook Twitter Google plus Line
วิจารณ์หนัง  The Art of Us (2017)


เอาเข้าจริงผมเป็นคนชอบหนังโรแมนติกครับแต่เพิ่งมารู้ตัวแบบเต็มๆเอาระยะหลังๆที่หนังรักๆหวานๆดูจะห่างหายไปจากจอเงินยิ่งฮอลลึวู้ดนี่ไม่ต้องพูดถึงครับซูเปอร์ฮีโร่ครองตลาดแทบจะ100%อยู่แล้ว

ที่ให้ผมพึ่งพาหาดูหนังแบบนี้ได้ในยุคนี้ก็ดูจะมีแต่Hallmarkล่ะครับจริงๆอีกหลายค่ายก็มีแต่คุณภาพไม่สม่ำเสมอเท่าHallmarkที่สามารถทำหนังออกมาได้กลิ่นอายโรแมนติกแบบเดิมๆบางเรื่องนี่ทำออกมาเข้าท่ากว่าหนังโรแมนติกฉายโรงบางเรื่องซะอีก


 
อย่างเรื่องนี้ก็ดัดแปลงจากนิยายของTeriWilson(ซึ่งดูจะดัดแปลงไปมากพอสมควร)กับเรื่องของดร.ฮาร์เปอร์ฮิคกินส์(TaylorCole)ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านงานศิลปะและผลงานของวินเซนต์แวนโกะห์

ที่นี่มีอยู่วันหนึ่งเธอได้เจอกับทอมเบคเกอร์(SteveLund)ศิลปินมือสมัครเล่นที่ฝีมือการลงแปรงเปี่ยมพรสวรรค์อย่างที่สุดสไตล์เขาจะออกแนวคล้ายแวนโกะห์เลยครับนั่นทำให้ฮาร์เปอร์อยากผลักดันให้ทอมได้เข้าวงการ


แต่ปัญหาก็คือทอมไม่มีชื่อเสียงครับมันเลยยากเหลือล้นที่จะมีคนหันมาสนใจแม้ฝีมือเขาจะดีแค่ไหนก็เถอะแต่ถ้าไม่มีแบ๊คหรือสตอรี่ก็ไม่ได้แจ้งเกิดในที่สุดฮาร์เปอร์ตัดสินใจบอกไปว่าทอมคือเหลนของแวนโกะห์เท่านั้นล่ะครับคนทั้งเมืองหันมาสนใจทันที

แล้วเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นความวุ่นที่เกิดจากการโกหกของฮาร์เปอร์และขณะเดียวกันหัวใจของเธอและทอมก็เริ่มเขยิบเข้าหากันโดยมีงานศิลปะและเจ้าหมาตัวน้อยวินเซนต์ของฮาร์เปอร์เป็นเหมือนเครื่องสื่อรักสื่อใจ

ว่าตามจริงหนังอาจไม่ถึงกับหวานซึ้งอะไรนะครับแต่ผมชอบการแสดงของพระนางที่ดูเคมีไปกันได้อย่างColeก็ดูสวยน่ารักแบบสาวมั่นที่มีความรู้ส่วนทอมเองก็ออกแนวจริงใจแต่ก็ต้องมาเจอกับภาวะน้ำท่วมปากเพราะแม้เขาจะไม่อยากโกหกแต่เขาก็อยากได้โอกาสเผยแพร่ผลงานของตัวเองให้โลกเห็นเหมือนกัน


มันเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งอยู่ในทีน่ะนะครับปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าโลกทุกวันนี้มีพื้นที่ให้กับ“คนมีเงินคนมีพวกหรือคนมีConnection”มากกว่าคนธรรมดาทั่วไปต่อให้คนธรรมดามีความสามารถแค่ไหนแต่หากเอื้อมมือคว้าโอกาสไม่ถึงหรือสายป่านไม่พอก็อาจไม่สามารถหาพื้นที่ของตนเองได้


เรามักได้ยินคำกล่าวประมาณว่า“โลกมีโอกาสเหลือเฟือขอเพียงพยายามแล้วคุณจะได้มัน”ตามด้วยพยานบุคคลมากมายที่ทำได้สำเร็จตามนั้นแต่ก็ต้องยอมรับล่ะครับว่าก็มีคนอีกเยอะเหมือนกันที่พยายามสุดๆแต่ก็ไปไม่ถึงจนอดคิดไม่ได้เลยว่าหากมีใครมาทำสถิติแบบตรงไปตรงมาทำตัวเลขออกมาเลยว่าสัดส่วนคนธรรมดาที่ประสบความสำเร็จกับไม่ประสบความสำเร็จนั้นอันไหนมันมากมันน้อยกว่ากัน

ไม่ต้องอื่นไกลครับแวนโกะห์เป็นตัวอย่างง่ายๆของคนที่ไม่ได้เห็นความสำเร็จตนเองเลยตอนมีชีวิตอยู่ดีไม่ดีเขาจะสัมผัสได้แต่ความล้มเหลวด้วยซ้ำมันคือความจริงที่“ไม่สวย”ที่คนอาจไม่ค่อยเอามาพูดกัน

ที่ร่ายมายาวนี่ไม่ได้จะให้หมดกำลังใจหรืออะไรหรอกครับเพียงแต่อยากให้เราคิดบนฐานความจริงใช่ครับที่เราควรมีความพยายามเราควรเดินหน้าคว้าโอกาสและพุ่งไปหาฝันแต่เราก็ต้องเผื่อใจไว้สำหรับความผิดหวังด้วยคือถ้าจะดื้อก็ดื้อแบบฉลาดคือดื้อแบบให้เหลือทางเดินต่ออย่าห้อเกียร์5พุ่งไปข้างหน้าแบบถอดเกียร์ถอยหลัง

สำหรับหนังเรื่องนี้ัผมว่ามีงานภาพสวยๆให้ชมเยอะดีครับและหนังก็ไปถ่ายทำที่แคนาดาครับไปที่แกสทาวน์ในแวนคูเวอร์แล้วก็ไปถ่ายที่เมเปิ้ลริดจ์ด้วยก็เลยทำให้ได้บรรยากาศที่สวยและอบอุ่นกำลังดี

เป็นหนังที่อาจจะไม่ได้เด่นเรื่องโรแมนซ์แต่ก็สะท้อนความจริงของโลกได้พอสมควรครับและดาราก็เล่นกันได้ดีด้วยและที่สำคัญคืองานภาพสวยจริงๆจนบอกได้เลยว่าใครชอบภาพสวยๆต้องหาดูให้ได้ครับเรื่องนี้
คะแนนความชอบ7/10
รีวิวโดยหมื่นทิพ
ขอบคุณข้อมูลจาก:.bktube.net
ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง:www.youtube.com

แสดงความคิดเห็น
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ