Facebook Twitter Google plus Line
"นอนกรน" แบบไหนอันตราย ควรพบแพทย์ด่วน
Post by : Wizz   Date : 13 ม.ค. 61 06:00   Views : 1,828
Facebook Twitter Google plus Line
"นอนกรน" แบบไหนอันตราย ควรพบแพทย์ด่วน
"นอนกรน"แบบไหนอันตรายควรพบแพทย์ด่วน


นอนกรน มี2ประเภทคือ

1)นอนกรนธรรมดา(ไม่อันตรายเพราะไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย)จะมีผลกระทบต่อคนรอบข้างโดยเฉพาะกับคู่นอน เสียงกรนทำให้นอนหลับยากผู้ป่วยมักไม่เดือดร้อน แต่อาจมีปัญหาในการเข้าสังคมร่วมกับผู้อื่นได้

2)นอนกรนอันตราย(มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย)นอกจากจะมีผลกระทบต่อคนรอบข้างแล้ว ถ้าไม่รักษาอาจมีอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวันทำให้เรียนหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าต้องขับรถอาจเกิดอุบัติเหตุในท้องถนนได้  นอกจากนั้นจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่นๆได้เช่นโรคความดันโลหิตสูง,โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด,ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ,โรคความดันโลหิตในปอดสูง,โรคหลอดเลือดในสมอง

ดังนั้นเมื่อท่านมีอาการดังต่อไปนี้อาจบ่งบอกถึงการมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือเป็นนอนกรนอันตราย ควรมารับการรักษาโดยแพทย์

      -ตื่นนอนตอนเช้าด้วยความอ่อนล้าไม่สดชื่นหรือมีอาการปวดมึนศีรษะ ต้องการนอนต่ออีกเป็นประจำรู้สึกว่านอนหลับไม่เต็มอิ่มมีความรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้หลับนอนมาทั้งคืนทั้งๆที่ได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว  

      -มีอาการง่วงนอนในเวลาทำงานกลางวันจนไม่สามารถจะทำงานต่อได้หรือมีอาการเผลอหลับในขณะทำงาน,เข้าห้องเรียน,เข้าฟังประชุม,ขณะขับขี่รถหรือขณะอ่านหนังสือดูภาพยนตร์โทรทัศน์ทั้งๆที่ได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว

      -นอนหลับไม่ราบรื่นฝันร้ายหรือละเมอขณะหลับนอนกระสับกระส่ายมาก  เหงื่อออกผิดปกติขณะหลับ

      -คนรอบข้างสังเกตว่ามีช่วงหยุดหายใจ(witnessedapnea)หรือหายใจไม่สม่ำเสมอ

      -มีอาการหายใจขัดหรือหายใจไม่สะดวกขณะนอนหลับอาจมีอาการคล้ายสำลักน้ำลาย

      -มีอาการสะดุ้งตื่นผวา พลิกตัวหรือหายใจแรงเหมือนขาดอากาศหลังจากหยุดหายใจ

      -ในเด็กอาจมีท่านอนที่ผิดปกติเช่นชอบนอนตะแคงหรือนอนคว่ำหรืออาจไม่มีสมาธิทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้นาน(attentiondeficitdisorder)หงุดหงิดง่ายหรือมีกิจกรรมต่างๆทำตลอดเวลา (hyperactivity)หรือมีปัสสาวะราดในเวลากลางคืน (enuresis)

      -มีความดันโลหิตสูงซึ่งยังหาสาเหตุได้ไม่ชัดเจน

      -ประสิทธิภาพในการทำงานหรือผลการเรียนแย่ลงเพราะอาการง่วง,ขาดสมาธิ  พัฒนาการทางสมองและสติปัญญารวมทั้งความจำแย่ลง 

      -อาจมาด้วยอาการที่ไม่ชัดเจนเช่นอ่อนเพลีย มีอาการซึมเศร้า มีสมรรถภาพทางเพศด้อยลง หงุดหงิดหรือมีอารมณ์เสียง่าย


เมื่อแพทย์สงสัยว่าท่านอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรืออาจเป็นนอนกรนอันตราย นอกเหนือจากการซักประวัติและตรวจร่างกายแล้วแพทย์อาจส่งท่านตรวจการนอนหลับ(polysomnography)เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค(แยกว่าท่านเป็นกรนธรรมดาหรือกรนอันตราย มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่)และถ้าท่านเป็นนอนกรนอันตราย การตรวจการนอนหลับจะบอกความรุนแรงของโรคได้ว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากหรือน้อยเพียงใดและช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาท่านได้ดีขึ้น

การตรวจการนอนหลับเป็นการวัด

      -คลื่นไฟฟ้าสมอง,ความตึงตัวของกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวของลูกตา(บอกความตื้นลึกหรือระยะของการนอนหลับและแยกจากภาวะตื่น)

      -ลมหายใจผ่านเข้าออกทางจมูกและปากและการเคลื่อนไหวของทรวงอกและท้อง(ช่วยแยกระหว่างการหายใจที่ปกติและการหยุดหายใจรวมทั้งบอกชนิดของการหยุดหายใจ)

      -ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด(บอกความรุนแรงของการลดลงของปริมาณออกซิเจนในเลือด)  

      -คลื่นไฟฟ้าหัวใจ(บอกว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ในช่วงหยุดหายใจหรือขณะนอนหลับ)

โดยผู้ป่วยต้องมานอนในห้องปฏิบัติการ(Sleeplaboratory)หนึ่งคืนโดยจะมีเจ้าหน้าที่(sleeptechnician)ติดเครื่องวัดดังกล่าวกับตัวผู้ป่วยและคอยดูแลความเป็นไปของผู้ป่วยตลอดคืน







ขอขอบคุณที่มา:www.sanook.com
แสดงความคิดเห็น
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ