Facebook Twitter Google plus Line
แนะนำ: วิธีเก็บยาให้คุณภาพดี
Post by : monnyboy   Date : 13 มี.ค. 61 06:03   Views : 2,151
Facebook Twitter Google plus Line
แนะนำ: วิธีเก็บยาให้คุณภาพดี
ยานี้เก็บอย่างไรดี?ยานี้ต้องกันแสงแดดไหม?ต้องใส่ซองกันความชื้นหรือไม่?คำถามการเก็บยาพวกนี้เป็นคำถามยอดนิยมมากตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันเพราะอะไรหรือ?หากตอบด้วยความรู้สึกที่เป็นผู้ใช้ยาคือเราอยากให้ยาที่เรารับประทานยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพการรักษาไม่เสื่อมหรือหมดอายุก่อนจบการรักษาแน่นอนว่าการรับยาในแต่ละครั้งเรามักจะได้รับการจ่ายยามาเพื่อทานอย่างน้อยเป็นเวลา3-5วันบางท่านอาจจะได้รับยานานเป็นเดือนๆโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่นโรคหัวใจโรคความดันโลหิตสูงหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องมีการทานยาตลอดชีวิตดังนั้นความรู้และความเข้าใจในการจัดเก็บยาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก



วิธีเก็บยาให้คุณภาพดี

ทุกสิ่งในโลกนี้มีการเสื่อมสลายตลอดเวลาจะแตกต่างกันที่อัตราเร็วในการเสื่อมสลายการจัดเก็บยาที่ไม่ถูกต้องสามารถทำให้เกิดการเสื่อมสลาย(degradation)ของตัวยาสำคัญ(activepharmaceuticalingredients)ไวขึ้นเนื่องจากปัจจัยทางด้านสภาวะแวดล้อมได้แก่ความชื้นอุณหภูมิสารเคมีแสงแดดฯลฯปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่มีผลในการเกิดการเสื่อมสลายของตัวยาสำคัญได้ทั้งสิ้นการเสื่อมสลายของตัวยาสำคัญส่งผลให้ปริมาณตัวยาสำคัญต่อยาหนึ่งเม็ดลดลงซึ่งเมื่อเราทานยาเข้าไปจะทำให้ระดับยาในเลือดไม่ถึงระดับที่มีผลต่อการรักษาโรค…โรคก็จะไม่หาย

การเสื่อมสลายจะเกิดขึ้นได้ทั้งจากตัวยาสำคัญหรือสารช่วยในตำรับ(excipients)ซึ่งอาจส่งผลก่อให้เกิดสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ยกตัวอย่างเช่นยาแอสไพริน(aspirin)เป็นยาที่มีการใช้มากในผู้ป่วยโรคหัวใจเพื่อต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือดการเก็บรักษายาแอสไพรินจำเป็นต้องระวังความชื้นเนื่องจากความชื้นทำให้ยาดังกล่าวสลายตัวเป็นกรดซาลิไซลิก(salicylicacid)และกรดอะซิติก(aceticacid)การรับประทานกรดซาลิไซลิกนั้นไม่มีผลต่อการต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด(ผลการรักษา)ซ้ำยังมีอันตรายต่อร่างกายเมื่อได้รับเข้าไปในปริมาณที่สูงๆเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของยาแอสไพรินคือเราสามารถสังเกตการสลายตัวของยาแอสไพรินได้ด้วยการดม!! หากดมเม็ดยาแล้วพบว่ามีกลิ่นเปรี้ยวเหมือนน้ำส้มสายชูซึ่งกลิ่นที่ว่าก็คือกลิ่นของกรดอะซิติกนั่นเองหากยาแอสไพรินมีการสลายตัวเยอะเราก็จะได้กลิ่นของน้ำส้มสายชูที่ฉุนมากการเสื่อมของยาที่สามารถสังเกตได้อีกตัวอย่างคือยาเม็ดวิตามินซีที่เมื่อเกิดการเสื่อมสลายจะเกิดเป็นจุดด่างสีน้ำตาลขึ้นบนเม็ดยา“แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากเป็นยาอื่นที่เราไม่สามารถสังเกตการสลายตัวด้วยประสาทสัมผัสของเราเองละครับ?”

การแบ่งยาออกจากกระปุกยาขวดใหญ่หรือการแกะยาออกจากแผงยาเพื่อนำไปใส่ในกล่องยาหรือตลับยาเล็กๆเป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่สร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้ป่วย/ผู้ใช้ยาในการเก็บรักษาและพกพาไปนอกบ้านระหว่างวันรวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารยาแก่ผู้ป่วยในกรณีที่ตลับยามีการระบุวันหรือมื้ออาหารที่ต้องรับประทานยาไว้เพื่อกันลืมอย่างไรก็ตามเภสัชกรผู้ป่วยผู้จัดยาหรือผู้ใช้ยาควรมีความรู้ในการจัดเก็บหรือแบ่งบรรจุยาโดยเลือกภาชนะที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเสื่อมสลายของตัวยาสำคัญได้




คำแนะนำในการจัดเก็บหรือแบ่งบรรจุยา
ไม่ควรแกะยาที่บรรจุในแผงหรือแบ่งออกจากภาชนะเช่นกระปุกยาหรือขวดยาที่ทางผู้ผลิตได้บรรจุมาไว้แต่แรกเพราะประเภทบรรจุภัณฑ์เริ่มแรกนั้นจะได้ตามมาตรฐานที่ตำรายาระบุไว้(จะกล่าวถึงชนิดของภาชนะบรรจุยาที่ระบุในตำรายาตำราที่ว่าด้วยยาที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญและใช้อ้างอิงทางเภสัชศาสตร์ต่อไป)

หากมีความจำเป็นที่ต้องแกะยาออกจากแผงหรือแบ่งออกจากกระปุกใหญ่
ในกรณีที่เป็นแผงยาอาจจะทำการตัดแบ่งแผงยาออกเป็นขนาดย่อยๆและบรรจุลงในกล่องซองหรือตลับยาที่จัดเตรียมไว้โดยขอบแผงยาที่ตัดแล้วจะต้องไม่มีส่วนใดฉีกขาดหรือมีรูรั่วทะลุถึงส่วนในที่บรรจุยาเม็ดในแผง
ในกรณีแบ่งยาออกจากกระปุกใหญ่หรือแกะยาออกจากแผงลงในภาชนะบรรจุใหม่ให้เลือกพิจารณาภาชนะที่ปิดแน่น(Tight)ในการจัดเก็บเป็นลำดับแรกและควรมีคุณสมบัติที่กันแสงได้หากไม่มีและจำเป็นต้องแบ่งยาลงในภาชนะบรรจุประเภทปิดสนิทเช่นซองยากล่องยาหรือตลับยาจะต้องปิดภาชนะให้สนิทเสมอและไม่ควรแบ่งยาเพื่อรับประทานเกิน1อาทิตย์(ระยะเวลาอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามความคงตัวของตัวยา)
ต้องสังเกตลักษณะกายภาพของยาที่รับประทานหากพบว่าเม็ดยามีลักษณะที่ผิดปกติหรือเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยทานควรงดทานยาดังกล่าวและปรึกษาเภสัชกร


ขอบคุณข้อมูลจาก:health.campus-star

แสดงความคิดเห็น
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ข่าวล่าสุด
16 มิ.ย. 61 19:06
16 มิ.ย. 61 16:06